ประจำเดือนมาช้า 1 ถึง 3 วันยังไม่จำเป็นต้องสรุปว่าผิดปกติ เพราะรอบเดือนอาจคลาดเคลื่อนจากความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ น้ำหนักเปลี่ยน หรือการเจ็บป่วยได้ แต่หากขาด 5 วันขึ้นไปและมีเพศสัมพันธ์ที่อาจทำให้ตั้งครรภ์ ควรตรวจครรภ์ได้เลยด้วยชุดตรวจปัสสาวะ โดยทำตามคำแนะนำบนฉลากและพิจารณาตรวจซ้ำหากผลยังไม่ชัดเจน
การประเมินประจำเดือนมาช้าควรดูทั้งจำนวนวันที่คลาดเคลื่อน โอกาสตั้งครรภ์ อาการร่วม และประวัติรอบเดือนที่ผ่านมา แม้บางคนจะกังวลเมื่อประจําเดือนไม่มา1เดือน แต่การตรวจครรภ์และการจดข้อมูลอย่างเป็นระบบจะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าควรรอดูอาการ ตรวจซ้ำ หรือพบแพทย์เมื่อใด
ประจำเดือนมาช้ากี่วันจึงควรเริ่มสังเกต

หากเลยวันที่คาดว่าประจำเดือนจะมาไป 1 ถึง 3 วัน ยังไม่จำเป็นต้องสรุปว่าเกิดความผิดปกติ เพราะรอบเดือนอาจคลาดเคลื่อนจากรอบเดิมได้เล็กน้อย แต่เมื่อช้าต่อเนื่องเกิน 7 วัน หรือประจำเดือนไม่มา 1 เดือน ควรเริ่มประเมินทั้งโอกาสตั้งครรภ์และปัจจัยที่ทำให้รอบเดือนเปลี่ยน
ให้นับจากวันแรกที่มีเลือดประจำเดือนของรอบก่อนจนถึงวันแรกของรอบถัดไป ไม่ใช่นับจากวันที่ประจำเดือนหยุด เช่น หากรอบเดิมมักมาทุก 30 วัน และวันนี้เป็นวันที่ 34 เท่ากับช้ากว่ากำหนดประมาณ 4 วัน การคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยอาจเกิดขึ้นได้แม้รอบเดือนจะเคยสม่ำเสมอ เพราะวันตกไข่อาจเลื่อนจากความเครียด การนอนเปลี่ยนแปลง การเจ็บป่วย หรือการเดินทาง
ควรติดตามจริงจังเมื่อรอบเดือนเลื่อนบ่อยขึ้น ช้ากว่าปกติหลายวันเป็นประจำ หายไปทั้งรอบ หรือมีอาการร่วม เช่น ปวดท้องน้อยมาก เลือดออกผิดปกติ มีน้ำนมไหลทั้งที่ไม่ได้ให้นม น้ำหนักเปลี่ยนชัดเจน หรือมีอาการที่ชวนสงสัยการตั้งครรภ์ การจดวันแรกของประจำเดือนแต่ละรอบและเหตุการณ์ก่อนหน้า จะช่วยแยกความคลาดเคลื่อนชั่วคราวออกจากรูปแบบที่ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์
ประจำเดือนขาด5วันควรตรวจครรภ์เลยหรือรอดูได้
เมื่อประจำเดือนขาด 5 วันและมีเพศสัมพันธ์ที่อาจทำให้ตั้งครรภ์ได้ ควรตรวจครรภ์ได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 1 สัปดาห์ ชุดตรวจครรภ์ตรวจฮอร์โมน hCG ในปัสสาวะ ซึ่งมักตรวจพบได้ชัดขึ้นหลังประจำเดือนขาด แต่ผลลบในช่วงแรกยังตัดการตั้งครรภ์ออกไม่ได้ทั้งหมด
ให้ตรวจปัสสาวะแรกหลังตื่นนอนและทำตามขั้นตอนบนฉลากอย่างเคร่งครัด อย่าดื่มน้ำปริมาณมากก่อนตรวจ เพราะอาจทำให้ปัสสาวะเจือจาง หากขึ้นสองขีดแม้ขีดที่สองจะจาง ให้ถือว่ามีโอกาสตั้งครรภ์และนัดพบแพทย์เพื่อยืนยันตามความเหมาะสม ส่วนผลลบต้องพิจารณาร่วมกับวันที่มีเพศสัมพันธ์และความสม่ำเสมอของรอบเดือน
| จำนวนวันที่ประจำเดือนช้า | ควรทำอย่างไร | การตีความเบื้องต้น |
|---|---|---|
| 1 ถึง 4 วัน | สังเกตอาการและทบทวนว่ารอบเดือนเดิมคลาดเคลื่อนบ่อยหรือไม่ หากมีความเสี่ยงตั้งครรภ์สูงจะตรวจได้ แต่ผลอาจยังไม่ชัด | อาจเป็นเพียงรอบเดือนเลื่อน หรืออยู่ในช่วงที่ hCG ยังต่ำ |
| 5 ถึง 7 วัน | ตรวจครรภ์ได้ โดยใช้ปัสสาวะแรกตอนเช้า | ผลบวกมีน้ำหนักมากขึ้น ส่วนผลลบยังควรติดตามหากประจำเดือนยังไม่มา |
| เกิน 7 วัน | ตรวจครรภ์ทันที หากผลลบให้ตรวจซ้ำหลังจากนั้น 2 ถึง 3 วัน หรือปรึกษาแพทย์หากยังไม่มีประจำเดือน | ควรประเมินทั้งการตั้งครรภ์และสาเหตุอื่นของรอบเดือนที่เลื่อน |
| ไม่มา 1 เดือน | ตรวจครรภ์แม้เคยตรวจแล้วได้ผลลบ โดยเฉพาะเมื่อมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันหรือการคุมกำเนิดผิดพลาด หากยังลบให้พบแพทย์ | อาจตั้งครรภ์จากการตกไข่ที่เลื่อน หรืออาจเกิดจากฮอร์โมนและปัจจัยอื่น |
การประเมินความเสี่ยงไม่ได้ดูแค่จำนวนวันที่ช้า ให้ทบทวนว่ามีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้วิธีคุมกำเนิดหรือไม่ ถุงยางอนามัยแตกหรือหลุดหรือไม่ ลืมกินยาคุมหรือไม่ และเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อใด หากมีเพศสัมพันธ์หลังวันที่คาดว่าตกไข่ ความเสี่ยงอาจต่ำลงแต่ไม่เป็นศูนย์ เพราะวันตกไข่เลื่อนได้
หากผลตรวจเป็นลบแต่ประจำเดือนยังไม่มา ให้ตรวจซ้ำหลัง 2 ถึง 3 วันด้วยชุดใหม่และใช้ปัสสาวะแรกตอนเช้า หากผลยังไม่ชัด เช่น ขีดจางผิดปกติ อ่านผลเกินเวลาที่กำหนด หรือผลขึ้นไม่ตรงตามคู่มือ ให้ถือว่ายังสรุปไม่ได้และตรวจซ้ำหรือตรวจเลือดที่สถานพยาบาล กรณีประจำเดือนไม่มา 1 เดือน จะท้องไหม คำตอบคือยังเป็นไปได้หากตรวจเร็วเกินไปหรือตกไข่ช้ากว่าที่คาด แต่ผลลบซ้ำหลังช่วงเวลาที่เหมาะสมจะทำให้ต้องหาสาเหตุอื่นร่วมด้วย
เมนส์มาช้าอาจเกิดจากอะไรนอกจากการตั้งครรภ์

เมนส์มาช้าไม่ได้หมายความว่าตั้งครรภ์เสมอไป หากตรวจครรภ์แล้วไม่พบการตั้งครรภ์ ให้ย้อนดูเหตุการณ์ในช่วง 1 ถึง 2 เดือนก่อนว่ามีความเครียด นอนน้อย น้ำหนักเปลี่ยน ออกกำลังกายหนัก หรือเริ่มยาใหม่หรือไม่ ปัจจัยเหล่านี้รบกวนการทำงานของฮอร์โมนที่ควบคุมการตกไข่ ทำให้รอบเดือนเลื่อนหรือขาดไปได้
- ความเครียดจากงาน การสอบ ปัญหาครอบครัว หรือการเดินทางไกลอาจทำให้ตกไข่ช้าลง เมื่อการตกไข่เลื่อน ประจำเดือนก็มักเลื่อนตาม การนอนดึกและเวลานอนไม่แน่นอนอาจซ้ำเติมรูปแบบนี้
- น้ำหนักลดเร็ว กินอาหารไม่เพียงพอ หรือมีไขมันในร่างกายน้อยเกินไป อาจทำให้รอบเดือนห่างขึ้น ขณะที่น้ำหนักเพิ่มเร็วก็สัมพันธ์กับรอบเดือนที่ไม่สม่ำเสมอได้เช่นกัน
- การเพิ่มความหนักหรือความถี่ของการออกกำลังกายมากกว่าปกติ โดยเฉพาะเมื่อพักผ่อนไม่พอและได้รับพลังงานไม่เพียงพอ อาจทำให้ประจำเดือนมาช้าหรือหายชั่วคราว
- ยาคุมกำเนิดทั้งชนิดกิน ฉีด ฝัง หรือการหยุดใช้ยา อาจทำให้เลือดประจำเดือนมาน้อยลง มาไม่ตรงรอบ หรือขาดช่วงได้ ผลที่เกิดขึ้นขึ้นกับชนิดยาและร่างกายแต่ละคน ไม่ควรหยุดยาเองเพื่อเร่งให้ประจำเดือนมา
- ภาวะฮอร์โมนผิดปกติ เช่น PCOS หรือโรคไทรอยด์ อาจทำให้รอบเดือนห่างหรือไม่สม่ำเสมอ โดยอาจมีสัญญาณร่วมอย่างสิวและขนขึ้นมากผิดปกติ น้ำหนักเปลี่ยน ใจสั่น เหนื่อยง่าย หรือหนาวง่าย
การมีสาเหตุเหล่านี้ไม่ได้ใช้ยืนยันว่าไม่ตั้งครรภ์ จึงควรตรวจตามช่วงเวลาที่เหมาะสมก่อน หากรอบเดือนผิดปกติซ้ำหลายรอบ หรือมีอาการร่วมชัดเจน ควรจดบันทึกรอบเดือน ยาที่ใช้ น้ำหนัก และการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันไว้เพื่อให้สูตินรีแพทย์ประเมินได้ตรงจุด
เมื่อประจำเดือนมาช้าควรทำอะไรและเมื่อไรควรพบแพทย์

เริ่มจากจดวันที่ประจำเดือนครั้งล่าสุด วันที่คาดว่าจะมา และผลตรวจครรภ์ไว้ให้ครบ หากผลตรวจยังเป็นลบแต่ประจำเดือนยังไม่มา ให้ตรวจซ้ำตามช่วงเวลาที่ชุดตรวจระบุหรือเข้าพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม อย่ารอดูอาการเองหากมีปวดท้องรุนแรง หน้ามืดเป็นลม หรือเลือดออกผิดปกติ
เตรียมข้อมูลต่อไปนี้ก่อนปรึกษาแพทย์ เพื่อช่วยประเมินรอบเดือน การตกไข่ ยาคุมกำเนิด และความเป็นไปได้ของการตั้งครรภ์
- บันทึกวันแรกของประจำเดือนครั้งล่าสุด ระยะเวลาที่มีเลือดออก และความสม่ำเสมอของรอบเดือนก่อนหน้า
- จดวันที่มีเพศสัมพันธ์ วิธีคุมกำเนิดที่ใช้ และวันที่ตรวจครรภ์พร้อมผลตรวจแต่ละครั้ง
- ตรวจครรภ์ซ้ำด้วยปัสสาวะแรกหลังตื่นนอน หากผลครั้งแรกเป็นลบแต่ยังไม่มีประจำเดือน และทำตามคำแนะนำบนชุดตรวจอย่างเคร่งครัด
- สังเกตอาการร่วม เช่น ปวดท้อง เลือดออกกะปริดกะปรอย คลื่นไส้ เจ็บเต้านม น้ำหนักเปลี่ยนมาก หรือมีน้ำนมไหลทั้งที่ไม่ได้ให้นม
- นัดพบสูตินรีแพทย์ หากตรวจซ้ำแล้วยังไม่พบการตั้งครรภ์แต่ประจำเดือนยังไม่มา หรือรอบเดือนขาดหายซ้ำหลายครั้ง แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือดดูฮอร์โมน hCG และประเมินภาวะอย่าง PCOS หรือโรคไทรอยด์ตามอาการ
- ไปโรงพยาบาลทันทีเมื่อมีปวดท้องน้อยรุนแรงโดยเฉพาะปวดข้างเดียว หน้ามืดเป็นลม เลือดออกมากหรือผิดปกติร่วมกับอ่อนเพลีย เพราะอาจเป็นภาวะที่ต้องได้รับการประเมินเร่งด่วน
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมประจำเดือนถึงมาไม่ตรงกันทุกเดือน
ประจำเดือนอาจมาไม่ตรงกันได้จากความเครียด การนอนหลับไม่พอ น้ำหนักเปลี่ยน การออกกำลังกายหนัก หรือการเจ็บป่วยในช่วงนั้น รอบเดือนจึงอาจสั้นหรือยาวกว่าที่เคยโดยไม่ได้หมายความว่าตั้งครรภ์เสมอไป หากความคลาดเคลื่อนเกิดซ้ำบ่อยหรือมีอาการผิดปกติร่วม ควรปรึกษาแพทย์
รอบเดือนสั้นลงอาจเกิดจากสาเหตุอะไร
รอบเดือนสั้นลงอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ความเครียด น้ำหนักตัว หรือช่วงวัยได้ บางครั้งอาจเป็นความแปรปรวนชั่วคราวของร่างกาย จึงควรจดวันแรกของประจำเดือนแต่ละรอบเพื่อดูแนวโน้ม หากรูปแบบเปลี่ยนไปต่อเนื่องควรเข้ารับการประเมิน
ประจำเดือนไม่มา 6 วันจะมีโอกาสท้องไหม
มีโอกาสตั้งครรภ์ได้หากมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันหรือการคุมกำเนิดอาจผิดพลาด ควรตรวจครรภ์ได้เลยและอ่านผลตามเวลาที่ชุดตรวจกำหนด หากผลเป็นลบแต่ประจำเดือนยังไม่มา ให้ตรวจซ้ำในเวลาที่เหมาะสมหรือพบแพทย์เมื่อมีความกังวล
ประจำเดือนมาน้อยและมีเพียง 3 วันถือว่าผิดปกติไหม
ยังสรุปไม่ได้ว่าผิดปกติเพียงเพราะประจำเดือนมาน้อยหรือมาสั้นลงหนึ่งรอบ ปริมาณเลือดอาจเปลี่ยนตามฮอร์โมน ความเครียด น้ำหนัก และการใช้ยาคุมกำเนิดได้ หากมีโอกาสตั้งครรภ์ควรตรวจครรภ์ โดยเฉพาะเมื่อเลือดที่ออกไม่เหมือนประจำเดือนตามปกติ




