ประจําเดือนไม่มาเกิดจากอะไร สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ การตั้งครรภ์ การตกไข่ล่าช้าหรือไม่ตกไข่ ความเครียด น้ำหนักเปลี่ยนเร็ว การใช้ยาบางชนิด และความผิดปกติของฮอร์โมน หากประจําเดือนไม่มา 1 เดือน ควรเริ่มจากประเมินโอกาสตั้งครรภ์และสังเกตอาการร่วม
การแยกสาเหตุควรดูทั้งประวัติรอบเดือน การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย การพักผ่อน อาหาร การออกกำลังกาย และยาที่ใช้ร่วมกัน เพราะแต่ละปัจจัยอาจรบกวนการตกไข่ไม่เหมือนกัน หากประจำเดือนขาดซ้ำหรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม
ทำไมประจำเดือนไม่มา สาเหตุเริ่มจากการตกไข่ที่เปลี่ยนไป

ประจำเดือนไม่มักเกิดจากการตกไข่เลื่อนออกไปหรือไม่มีการตกไข่ในรอบนั้น ทำให้จังหวะการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูกเปลี่ยนตาม รอบเดือนจึงมาช้า ขาดหาย หรือมีเลือดออกไม่เหมือนเดิมได้
ในรอบที่มีการตกไข่ ร่างกายจะสร้างฮอร์โมนเพื่อเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อมรับการฝังตัว หากไม่มีการตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมนจะลดลงและเยื่อบุจึงหลุดออกมาเป็นประจำเดือน แต่ถ้าไข่ตกช้ากว่าปกติ ประจำเดือนก็มักเลื่อนตามวันที่ตกไข่ ส่วนรอบที่ไม่มีการตกไข่อาจไม่มีประจำเดือนเลย หรือมีเลือดออกกะปริดกะปรอยจากเยื่อบุที่ไม่สม่ำเสมอ
ประจำเดือนไม่มา 1 เดือนจึงไม่ได้แปลว่าตั้งครรภ์เสมอไป รอบเดือนอาจสะดุดชั่วคราวจากความเครียด การนอนน้อย การเจ็บป่วย การเดินทาง การเปลี่ยนน้ำหนัก การออกกำลังกายหนัก หรือยาบางชนิด ควรเทียบกับรูปแบบรอบเดือนเดิมและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนประจำเดือนขาด แทนการยึดจำนวนวันที่เลื่อนเพียงอย่างเดียว
ประจำเดือนไม่มาเพราะตั้งครรภ์หรือไม่ สังเกตเบาะแสที่เกี่ยวข้อง
หากมีเพศสัมพันธ์ที่อาจทำให้ตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์เป็นสาเหตุแรกที่ควรตรวจ แม้ใช้การคุมกำเนิดอยู่ก็ยังไม่ควรตัดความเป็นไปได้นี้จากอาการเพียงอย่างเดียว เพราะไม่มีวิธีคุมกำเนิดใดป้องกันได้สมบูรณ์เมื่อใช้งานจริง
อาการคัดเต้านม คลื่นไส้ เหนื่อยง่าย ท้องอืด ปัสสาวะบ่อย หรือไวต่อกลิ่นพบได้ในช่วงเริ่มตั้งครรภ์ แต่หลายอาการคล้ายอาการก่อนมีประจำเดือนและผลจากความเครียด ส่วนตกขาวอาจเพิ่มขึ้นและมีลักษณะขาวหรือใสได้ การมีอาการประจำเดือนไม่มา ท้องอืด ตกขาว จึงยังใช้ยืนยันการตั้งครรภ์ไม่ได้ หากตกขาวมีกลิ่นแรง คัน แสบ หรือมีสีผิดปกติ ควรนึกถึงการติดเชื้อหรือภาวะอื่นร่วมด้วย
เมื่อต้องตัดสินใจว่าประจำเดือนไม่มาตรวจอะไร ให้เริ่มจากชุดตรวจการตั้งครรภ์ทางปัสสาวะ โดยตรวจตั้งแต่วันที่ประจำเดือนควรมาแล้วไม่มา หากไม่ทราบกำหนดรอบเดือน ให้ตรวจเมื่อพ้นช่วงที่ชุดตรวจมีโอกาสตรวจพบฮอร์โมน hCG หลังการมีเพศสัมพันธ์ตามคำแนะนำบนผลิตภัณฑ์ การตรวจเร็วเกินไปอาจให้ผลลบทั้งที่ตั้งครรภ์อยู่
- อ่านวันหมดอายุและทำตามวิธีใช้ของชุดตรวจแต่ละยี่ห้อ รวมถึงเวลาที่กำหนดให้อ่านผล
- ตรวจซ้ำหลังผ่านไปหลายวันเมื่อผลเป็นลบแต่ประจำเดือนยังไม่มา เพราะระดับ hCG อาจยังต่ำในการตรวจครั้งแรก
- ติดต่อสถานพยาบาลเพื่อยืนยันผลเมื่อขึ้นสองขีด ผลไม่ชัด หรือผลตรวจยังเป็นลบซ้ำทั้งที่ประจำเดือนขาดต่อเนื่อง
- ไปพบแพทย์ทันทีหากสงสัยว่าตั้งครรภ์ร่วมกับปวดท้องรุนแรง ปวดท้องข้างเดียว หน้ามืด เป็นลม ปวดไหล่ หรือมีเลือดออกมาก เพราะต้อง排除ภาวะฉุกเฉิน เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก
ความเครียด น้ำหนัก และยาทำให้ประจำเดือนเลื่อนได้อย่างไร

ความเครียด การพักผ่อนไม่พอ การเปลี่ยนน้ำหนักเร็ว การใช้พลังงานมากกว่าที่รับเข้า และยาบางชนิดสามารถรบกวนสัญญาณฮอร์โมนที่ควบคุมการตกไข่ได้ เมื่อไข่ตกช้าหรือไม่ตก ประจำเดือนจึงเลื่อนหรือขาด ส่วนฮอร์โมนคุมกำเนิดอาจทำให้เลือดออกน้อยลง ไม่สม่ำเสมอ หรือไม่ออกเลยโดยไม่จำเป็นต้องเกิดจากความผิดปกติของการตกไข่แบบเดียวกัน
| การเปลี่ยนแปลง | ผลต่อรอบเดือน | เบาะแสที่ช่วยเชื่อมโยง |
|---|---|---|
| ความเครียดและนอนน้อย | สัญญาณจากสมองที่ควบคุมฮอร์โมนอาจเปลี่ยน ทำให้ไข่ตกช้าหรือไม่ตก | เริ่มเลื่อนหลังงานหนัก สอบ เดินทาง ทำงานเป็นกะ หรือนอนไม่เป็นเวลา |
| น้ำหนักลดเร็วหรือพลังงานไม่พอ | ร่างกายอาจลดการทำงานของระบบสืบพันธุ์ชั่วคราว | กินน้อยลง อดอาหาร ออกกำลังกายหนักขึ้น หรือมีน้ำหนักลดชัดเจน |
| น้ำหนักเพิ่มเร็ว | การเปลี่ยนแปลงของเมตาบอลิซึมและฮอร์โมนอาจทำให้การตกไข่ไม่สม่ำเสมอ | รอบเดือนเริ่มเปลี่ยนในช่วงเดียวกับน้ำหนักและพฤติกรรมการกิน |
| ฮอร์โมนคุมกำเนิด | เลือดอาจมาน้อย มาไม่ตรงเดิม หรือไม่มา โดยเฉพาะช่วงเริ่ม เปลี่ยน หรือหยุดใช้ | อาการเกิดสัมพันธ์กับการเริ่มยา ลืมยา เปลี่ยนชนิด ฉีดยา ฝังยา หรือหยุดฮอร์โมน |
| ยาบางชนิด | ยาอาจกระทบฮอร์โมนโปรแลคติน การตกไข่ หรือรูปแบบเลือดออก | รอบเดือนเปลี่ยนหลังเริ่มยา เพิ่มขนาดยา หรือลดยา |
ให้ย้อนดูช่วงก่อนรอบเดือนเปลี่ยนว่ามีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น เริ่มซ้อมวิ่งพร้อมลดอาหาร เปลี่ยนกะทำงาน หรือเริ่มยาตัวใหม่ บันทึกวันมีเลือดออก การนอน น้ำหนัก การออกกำลังกาย และวันที่ใช้ยา จะช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ได้ชัดกว่าการถามว่าถ้าเครียดประจำเดือนเลื่อนกี่วัน เพราะแต่ละคนตอบสนองไม่เท่ากันและไม่มีจำนวนวันที่ใช้ตัดสินได้กับทุกคน
ห้ามหยุดยาที่แพทย์สั่งหรือปรับฮอร์โมนคุมกำเนิดเอง ควรนำรายชื่อยา อาหารเสริม และวิธีคุมกำเนิดไปให้แพทย์หรือเภสัชกรประเมิน หากประจำเดือนเลื่อนทุกเดือนหรือขาดต่อเนื่อง ต้องตรวจหาสาเหตุอื่นร่วมด้วยแทนการสรุปว่าเกิดจากความเครียดหรือน้ำหนักเพียงอย่างเดียว
ความผิดปกติของฮอร์โมนที่ทำให้ประจำเดือนไม่มา
หากประจำเดือนขาดซ้ำ หรือมีสิว ขนดก น้ำนมไหล ใจสั่น น้ำหนักเปลี่ยน หรือร้อนวูบร่วมด้วย ควรพิจารณาความผิดปกติของฮอร์โมน นอกจากการตกไข่ที่คลาดเคลื่อนแล้ว ภาวะเหล่านี้อาจทำให้รังไข่ไม่ตกไข่ตามจังหวะ หรือทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกตอบสนองต่อฮอร์โมนไม่สม่ำเสมอ
กลุ่มอาการถุงน้ำในรังไข่หลายใบ หรือ PCOS มักสัมพันธ์กับประจำเดือนขาดหรือเลื่อนทุกเดือน ร่วมกับสิวเรื้อรัง ขนขึ้นมากบริเวณใบหน้าและลำตัว น้ำหนักเพิ่มง่าย หรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน กลไกหลักคือฮอร์โมนเพศชายที่สูงขึ้นและการตกไข่ที่ไม่สม่ำเสมอ ไม่ได้หมายความว่าต้องมีถุงน้ำขนาดใหญ่ในรังไข่ทุกคน การวินิจฉัยจึงต้องดูประวัติ อาการ และผลตรวจประกอบกัน
ต่อมไทรอยด์ที่ทำงานน้อยหรือมากเกินไปสามารถรบกวนระบบฮอร์โมนที่ควบคุมรอบเดือน ภาวะไทรอยด์ทำงานน้อยอาจมีอาการเหนื่อยง่าย หนาวง่าย ท้องผูก และน้ำหนักเพิ่ม ส่วนไทรอยด์ทำงานมากอาจมีใจสั่น เหงื่อออกง่าย มือสั่น และน้ำหนักลด ขณะที่โปรแลคตินสูงอาจทำให้ประจำเดือนหาย มีน้ำนมไหลทั้งที่ไม่ได้ให้นม หรือความต้องการทางเพศลดลง เพราะฮอร์โมนนี้ไปกดสัญญาณที่กระตุ้นการตกไข่
ภาวะรังไข่ทำงานลดลงก่อนวัยอันควรทำให้รอบเดือนห่างหรือหยุด พร้อมอาการร้อนวูบวาบ ช่องคลอดแห้ง และนอนหลับไม่ดี ส่วนวัยใกล้หมดประจำเดือนมักเริ่มจากรอบเดือนที่สั้นหรือยาวไม่แน่นอน ก่อนจะขาดเป็นช่วงๆ อาการเหล่านี้แยกจากสาเหตุอื่นด้วยการตรวจเลือดและประเมินประวัติ ไม่ควรสรุปจากอาการเพียงอย่างเดียว
| ภาวะที่ควรพิจารณา | เบาะแสที่สังเกตได้ | กลไกที่ทำให้ประจำเดือนไม่มา |
|---|---|---|
| PCOS | สิว ขนดก น้ำหนักเพิ่ม รอบเดือนห่าง | การตกไข่ไม่สม่ำเสมอจากความแปรปรวนของฮอร์โมนเพศและอินซูลิน |
| ไทรอยด์ผิดปกติ | เหนื่อยง่าย หนาวง่าย ใจสั่น น้ำหนักเปลี่ยน | รบกวนสัญญาณฮอร์โมนที่ประสานการทำงานของรังไข่ |
| โปรแลคตินสูง | น้ำนมไหล ปวดศีรษะ หรือการมองเห็นเปลี่ยน | กดฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นการตกไข่ |
| รังไข่ทำงานลดลงและวัยใกล้หมดประจำเดือน | รอบเดือนห่าง ร้อนวูบวาบ ช่องคลอดแห้ง | การสร้างฮอร์โมนจากรังไข่ลดลงและการตกไข่เกิดไม่สม่ำเสมอ |
แยกสาเหตุเบื้องต้นและรู้ว่าเมื่อไรควรไปพบแพทย์

เริ่มจากตรวจการตั้งครรภ์หากมีเพศสัมพันธ์ที่มีโอกาสตั้งครรภ์ แล้วรวบรวมข้อมูลของรอบเดือนและอาการร่วมเพื่อช่วยหาสาเหตุ ประจำเดือนขาดซ้ำหลายรอบ คลาดเคลื่อนต่อเนื่อง หรือมีอาการผิดปกติชัดเจน ควรนัดพบสูตินรีแพทย์เพื่อประเมิน ไม่ควรซื้อฮอร์โมนมากินเองเพราะอาจบดบังสาเหตุและไม่เหมาะกับผู้ที่ตั้งครรภ์หรือมีโรคบางอย่าง
เตรียมข้อมูลต่อไปนี้ก่อนไปพบแพทย์เพื่อให้ประเมินได้ตรงจุด
- จดวันแรกของประจำเดือนครั้งล่าสุดและรูปแบบรอบเดือนในช่วงก่อนหน้า
- บันทึกอาการร่วม เช่น ปวดท้องมาก เลือดออกผิดปกติ สิว ขนดก น้ำนมไหล ปวดศีรษะ หรือการมองเห็นเปลี่ยน
- ระบุยาคุมกำเนิด ยาประจำ ยาสมุนไพร และการเปลี่ยนยาในช่วงที่ผ่านมา
- สังเกตการเปลี่ยนแปลงน้ำหนัก การออกกำลังกายหนัก การพักผ่อน และความเครียด
- ตรวจชุดตรวจการตั้งครรภ์ตามคำแนะนำ และนำผลไปแจ้งแพทย์แม้ผลเป็นลบ
- ไปพบแพทย์เร็วขึ้นเมื่อมีปวดท้องรุนแรง หน้ามืดเป็นลม เลือดออกมากผิดปกติ ปวดศีรษะรุนแรง หรือมองเห็นเปลี่ยน
แพทย์อาจเริ่มจากตรวจการตั้งครรภ์ แล้วพิจารณาตรวจไทรอยด์ โปรแลคติน ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับรังไข่ และอัลตราซาวด์ตามอาการกับประวัติ
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมประจำเดือนถึงมาไม่ตรงกันทุกเดือน
ประจำเดือนมาไม่ตรงกันได้จากการตกไข่ที่เกิดเร็วหรือช้าต่างกันในแต่ละรอบ ความเครียด การนอนน้อย น้ำหนักเปลี่ยน หรือการเจ็บป่วยก็มีส่วนทำให้จังหวะฮอร์โมนเปลี่ยนได้ หากรอบเดือนคลาดเคลื่อนเป็นประจำหรือขาดหายร่วมกับอาการอื่น ควรตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม
จะรู้ได้อย่างไรว่าประจำเดือนหมดแล้ว
โดยทั่วไปถือว่าประจำเดือนหมดเมื่อไม่มีเลือดหรือคราบสีน้ำตาลออกจากช่องคลอดต่อเนื่อง การมีเลือดติดเล็กน้อยช่วงท้ายรอบอาจพบได้และไม่ได้แปลว่ามีความผิดปกติเสมอไป หากมีเลือดออกต่อเนื่องผิดจากลักษณะเดิมหรือกลับมาออกซ้ำ ควรปรึกษาแพทย์
ประจำเดือนไม่มาหลายวันจะมีโอกาสตั้งครรภ์ไหม
มีโอกาสตั้งครรภ์ได้หากมีเพศสัมพันธ์ที่อาจทำให้ตั้งครรภ์ แม้จะใช้การคุมกำเนิดก็ตาม เพราะไม่มีวิธีใดป้องกันได้สมบูรณ์ ควรตรวจการตั้งครรภ์ตามคำแนะนำของชุดตรวจและพิจารณาตรวจซ้ำหากยังไม่แน่ใจ
ประจำเดือนมามากกว่าปกติควรกังวลหรือไม่
ประจำเดือนที่มากกว่าปกติอาจเกี่ยวข้องกับความแปรปรวนของฮอร์โมน ยาบางชนิด หรือความผิดปกติของมดลูกและระบบสืบพันธุ์ ควรสังเกตความแตกต่างจากรอบเดิมและอาการร่วม เช่น ปวดมาก อ่อนเพลีย หรือหน้ามืด หากเลือดออกมากผิดปกติหรือเป็นซ้ำควรพบแพทย์




