ท้องเสียที่อาการไม่รุนแรงมักดูแลเองได้ด้วยการจิบน้ำและสารละลายเกลือแร่ ORS พักผ่อน และเลือกอาหารย่อยง่าย แต่หากมีอาการขาดน้ำมาก ไข้สูง ปวดท้องรุนแรง อาเจียนจนดื่มไม่ได้ หรือถ่ายเป็นเลือด ควรพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนหรือโรคที่ต้องได้รับการตรวจรักษา
เนื้อหานี้ช่วยแยกความแตกต่างระหว่างการถ่ายเหลวกับท้องเสีย อธิบายสาเหตุและระดับความรุนแรง รวมถึงแนวทางดูแลตัวเองอย่างปลอดภัย โดยกล่าวถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องอย่าง ลําไส้อักเสบ กี่วันหาย ลําไส้อักเสบ ห้ามกินอะไร ท้องเสียกินอะไรดี วิธีแก้ท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำ ยาแก้ท้องเสียเด็ก และ ท้องเสียกินน้ำมะพร้าวได้ไหม ในระดับภาพรวม เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าควรดูแลต่อที่บ้านหรือไปพบแพทย์
ถ่ายเหลวแต่ไม่ท้องเสีย ต่างกันอย่างไร
ท้องเสีย หรือ diarrhea หมายถึงการถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 24 ชั่วโมง หรือถ่ายบ่อยกว่าปกติของตนเองอย่างชัดเจนร่วมกับลักษณะอุจจาระที่เหลวลง การถ่ายเหลวเพียงครั้งเดียวจึงยังไม่พอจะสรุปว่าเป็นท้องเสีย หากไม่มีการถ่ายซ้ำหรืออาการร่วมอื่น
ให้ประเมินทั้งความถี่ เนื้ออุจจาระ และการเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรมเดิม ไม่ควรตัดสินจากคำว่าเหลวเพียงอย่างเดียว
| ลักษณะที่พบ | ความหมายเบื้องต้น |
|---|---|
| ถ่ายเหลว 1 ครั้ง แล้วกลับเป็นปกติ | อาจเป็นการถ่ายเหลวชั่วคราว ยังไม่เข้าเกณฑ์ท้องเสีย หากไม่มีอาการร่วม |
| ถ่ายเหลวหรือเป็นน้ำซ้ำหลายครั้งในวันเดียว | เข้าข่ายท้องเสีย โดยเฉพาะเมื่อถ่ายมากกว่าปกติของตนเองอย่างชัดเจน |
| ถ่ายเป็นก้อนนิ่มแต่ยังมีรูปทรง และถ่ายในความถี่ปกติ | มักไม่ใช่ท้องเสีย แม้อุจจาระจะนิ่มกว่าบางวัน |
| ถ่ายเหลวร่วมกับปวดบิด คลื่นไส้ ไข้ หรืออ่อนเพลีย | ควรติดตามอาการใกล้ชิด เพราะอาจเป็นความผิดปกติของทางเดินอาหาร |
การถ่ายเหลวชั่วคราวอาจเกิดหลังรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก ดื่มเครื่องดื่มที่กระตุ้นลำไส้ เปลี่ยนอาหารกะทันหัน หรือมีความเครียด แล้วหายเองหลังจากนั้น หากยังถ่ายซ้ำต่อเนื่อง อุจจาระกลายเป็นน้ำมากขึ้น หรือมีอาการร่วม ควรประเมินว่าเข้าสู่ภาวะท้องเสียแล้วหรือไม่แทนการรอดูจากการถ่ายครั้งแรก
อาการท้องร่วงแบบไหนบอกความรุนแรง

ความรุนแรงไม่ได้วัดจากจำนวนครั้งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูภาวะขาดน้ำ อาการทั่วร่างกาย และโรคประจำตัวร่วมด้วย ท้องร่วงที่ถ่ายไม่มากแต่ดื่มน้ำไม่ได้ ซึมลง หรือมีเลือดปน อาจน่ากังวลกว่าการถ่ายหลายครั้งในคนที่ยังรู้สึกตัวดีและทดแทนน้ำได้
อาการร่วมที่พบได้ ได้แก่ ปวดบิดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อย และอ่อนเพลีย หากสงสัยว่า ลําไส้อักเสบ กี่วันหาย ระยะเวลาจะขึ้นกับสาเหตุและสภาพร่างกาย จึงไม่ควรใช้จำนวนวันอย่างเดียวตัดสินความรุนแรง
| รูปแบบอาการ | สิ่งที่ควรประเมิน |
|---|---|
| เฉียบพลัน | เริ่มเร็วและมักอยู่ในช่วงไม่เกิน 14 วัน ให้ติดตามการสูญเสียน้ำ ไข้ อาเจียน และความสามารถในการดื่มน้ำ |
| ต่อเนื่อง | นานตั้งแต่ 14 วันขึ้นไปแต่ยังไม่เกิน 30 วัน ควรหาสาเหตุเพิ่มเติม โดยเฉพาะถ้าน้ำหนักลดหรืออ่อนเพลีย |
| เรื้อรัง | นานเกิน 30 วัน อาจเกี่ยวข้องกับโรคของลำไส้ การดูดซึมอาหาร หรือโรคประจำตัว ต้องประเมินโดยแพทย์ |
| ถ่ายเป็นน้ำเหม็นคาว | บอกได้เพียงว่าอุจจาระมีน้ำมากและอาจมีกลิ่นผิดปกติ กลิ่นอย่างเดียวระบุเชื้อหรือระดับความรุนแรงไม่ได้ |
สัญญาณภาวะขาดน้ำที่ควรสังเกตคือกระหายน้ำมาก ปากแห้ง ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้ม เวียนศีรษะเวลาลุกยืน ใจเต้นเร็ว อ่อนแรง และง่วงซึมผิดปกติ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวอาจทรุดเร็วแม้เริ่มมีอาการไม่นาน
ถ่ายเป็นน้ำถี่จนดื่มชดเชยไม่ทัน อาเจียนทุกครั้งที่ดื่ม มีเลือดหรืออุจจาระดำ ไข้สูง ปวดท้องมาก ท้องแข็ง สับสน หรือเป็นลม เป็นกลุ่มอาการที่ไม่ควรรอดูเอง การแบ่งเป็นเฉียบพลัน ต่อเนื่อง หรือเรื้อรังช่วยบอกกรอบเวลา แต่การตัดสินใจควรอิงอาการของแต่ละคนและการขาดน้ำเป็นหลัก
ท้องเสียเกิดจากอะไร
สาเหตุของท้องเสียแบ่งได้เป็นการติดเชื้อ อาหารและพฤติกรรม ยาหรือสารบางชนิด และโรคประจำตัว การติดเชื้อทางเดินอาหารเป็นกลุ่มที่พบบ่อย โดยไวรัส แบคทีเรีย หรือปรสิตอาจทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวเร็วและดูดซึมน้ำได้น้อยลง
คำว่า infectious diarrhea คืออาการถ่ายเหลวที่มีสาเหตุจากเชื้อก่อโรคในทางเดินอาหาร การสัมผัสผู้ป่วย รับประทานอาหารหรือน้ำปนเปื้อน และสุขอนามัยมือที่ไม่เพียงพอเพิ่มโอกาสเกิดอาการได้ อาหารเป็นพิษก็อยู่ในกลุ่มสาเหตุจากอาหารและอาจเริ่มมีอาการภายในช่วงเวลาที่ต่างกันตามชนิดของเชื้อหรือสารพิษ
- รับประทานอาหารดิบ สุกๆ ดิบๆ อาหารที่เก็บไว้นาน หรืออาหารที่ควบคุมอุณหภูมิไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดการติดเชื้อหรือได้รับสารพิษ
- ดื่มน้ำไม่สะอาด ใช้น้ำแข็งจากแหล่งที่ไม่มั่นใจ หรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนระหว่างการเตรียม ล้วนเพิ่มความเสี่ยง
- เปลี่ยนอาหารกะทันหัน รับประทานอาหารมันมาก อาหารรสจัด หรือดื่มแอลกอฮอล์ อาจกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ในบางคน
- แพ้น้ำตาลแลคโตส แพ้สารให้ความหวานบางชนิด หรือรับประทานคาเฟอีนมาก อาจทำให้ถ่ายเหลวโดยไม่มีการติดเชื้อ
- ยาปฏิชีวนะอาจรบกวนสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้และทำให้ถ่ายเหลวได้ ยาระบาย ยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม และอาหารเสริมแมกนีเซียมก็เป็นสาเหตุที่พบได้
- สารให้ความหวานอย่างซอร์บิทอลในหมากฝรั่งหรือลูกอมบางชนิดดึงน้ำเข้าสู่ลำไส้ หากรับประทานมากอาจกระตุ้นอาการ
เมื่อถ่ายเหลวนานหรือเป็นซ้ำ โรคประจำตัวอาจมีบทบาท เช่น ลำไส้แปรปรวน โรคลำไส้อักเสบ โรคเซลิแอค ภาวะไทรอยด์ทำงานเกิน หรือความผิดปกติของการย่อยและดูดซึมอาหาร ผู้ที่มีน้ำหนักลด ถ่ายกลางคืน มีเลือดปน หรือมีอาการต่อเนื่องควรตรวจหาสาเหตุแทนการรักษาตามอาการอย่างเดียว
สี ความเหลว และกลิ่นของอุจจาระช่วยบอกลักษณะอาการได้ แต่ไม่สามารถยืนยันว่าเป็นเชื้อชนิดใด กลิ่นคาวหรือกลิ่นเหม็นมากไม่ได้แปลว่าเกิดจากแบคทีเรียเสมอไป การระบุเชื้ออาจต้องอาศัยประวัติการสัมผัสอาหาร การเดินทาง อาการร่วม และการตรวจอุจจาระตามดุลยพินิจของแพทย์
ดูแลท้องเสียเบื้องต้นอย่างไรให้ปลอดภัย
เริ่มจากชดเชยน้ำและเกลือแร่ทันที โดยเลือกสารละลายเกลือแร่ ORS ตามวิธีผสมบนฉลากและจิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง หากกำลังมองหา วิธีแก้ท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำ ให้เน้นการป้องกันภาวะขาดน้ำ พักผ่อน และติดตามอาการแทนการพยายามหยุดการถ่ายอย่างรวดเร็ว
ให้จิบ ORS ทุกครั้งที่ถ่ายเหลวหรือรู้สึกกระหาย หากคลื่นไส้ให้ลดปริมาณต่อครั้งแล้วจิบถี่ขึ้น ไม่ควรผสมผงเกลือแร่เข้มข้นหรือเจือจางกว่าที่ระบุ เพราะสัดส่วนที่ผิดอาจทำให้ร่างกายได้รับเกลือแร่ไม่เหมาะสม น้ำเปล่าช่วยเติมน้ำได้ แต่เมื่อถ่ายเป็นน้ำหลายครั้ง ORS เหมาะกว่าสำหรับทดแทนน้ำและแร่ธาตุที่สูญเสียไป
ใช้เช็กลิสต์นี้ระหว่างพักฟื้นเพื่อดูแลตัวเองอย่างเป็นระบบ
- จิบ ORS หรือน้ำสะอาดทีละน้อยตลอดวัน และเพิ่มความถี่เมื่อถ่ายเหลวมากขึ้น
- ผสม ORS ใหม่ตามคำแนะนำบนซอง ใช้น้ำสะอาด และไม่เติมน้ำตาลหรือส่วนผสมอื่นเอง
- พักผ่อนให้เพียงพอ เลี่ยงกิจกรรมหนักและความร้อนที่ทำให้เสียเหงื่อมากขึ้น
- สังเกตปัสสาวะว่ากลับมาเป็นระยะและมีสีอ่อนลงหรือไม่ เพราะปัสสาวะน้อยลงหรือสีเข้มขึ้นบ่งชี้ว่าอาจได้รับน้ำไม่พอ
- บันทึกจำนวนครั้งที่ถ่าย ลักษณะอุจจาระ อาการอาเจียน ไข้ และปริมาณน้ำที่ดื่ม เพื่อใช้ประเมินแนวโน้มของอาการ
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มหวานจัด และการซื้อยาหลายชนิดมากินพร้อมกันโดยไม่ตรวจส่วนประกอบ
- ล้างมือหลังเข้าห้องน้ำและก่อนเตรียมอาหาร รวมถึงแยกผ้าเช็ดตัวหรือภาชนะ หากสงสัยการติดเชื้อทางเดินอาหาร
ถ้าดื่มไม่ได้ อาเจียนซ้ำจนเก็บน้ำไม่อยู่ ปัสสาวะลดลงชัดเจน อ่อนเพลียมาก หรืออาการแย่ลงระหว่างติดตามตัวเอง ให้หยุดการดูแลที่บ้านและติดต่อบุคลากรทางการแพทย์
อาหารและเครื่องดื่มระหว่างท้องเสีย

เลือกอาหารนุ่ม ย่อยง่าย ปรุงสุก และกินครั้งละน้อยแต่บ่อย ไม่จำเป็นต้องอดอาหารทั้งหมด เพราะร่างกายยังต้องใช้พลังงานฟื้นตัว หากสงสัยว่าท้องเสียกินอะไรดี ให้เริ่มจากอาหารที่เคยกินแล้วไม่แพ้และสังเกตว่าหลังรับประทานอาการแย่ลงหรือไม่
เครื่องดื่มหลักควรเป็น ORS ที่ผสมตามฉลาก สลับกับน้ำสะอาดตามความกระหาย น้ำซุปใสช่วยเพิ่มของเหลวได้ ส่วนท้องเสียกินน้ำมะพร้าวได้ไหม คำตอบขึ้นกับการทนต่อเครื่องดื่มและปริมาณที่ดื่ม แต่ไม่ควรใช้แทน ORS เมื่อมีการสูญเสียน้ำและเกลือแร่มาก
| เลือกหรือพัก | ตัวอย่าง | แนวทางระหว่างฟื้นตัว |
|---|---|---|
| เลือกก่อน | ข้าวต้ม โจ๊ก ขนมปัง กล้วยสุก มันฝรั่งต้ม และน้ำซุปใส | กินปริมาณน้อย เคี้ยวช้า และเพิ่มอาหารทีละอย่าง |
| ดื่มเพื่อชดเชย | ORS น้ำสะอาด และน้ำซุปใส | จิบบ่อยตามที่รับได้ โดยเฉพาะหลังถ่ายเหลว |
| พักชั่วคราว | อาหารทอด อาหารมัน กะทิ ขนมหวานจัด และเครื่องดื่มน้ำตาลสูง | กลับมากินเมื่ออาการดีขึ้นและลองทีละน้อย |
| หลีกเลี่ยงจนปลอดภัย | แอลกอฮอล์ อาหารดิบ อาหารค้างนอกตู้เย็น และอาหารที่ไม่แน่ใจเรื่องความสะอาด | ลดการระคายเคืองและความเสี่ยงได้รับเชื้อเพิ่ม |
นมและผลิตภัณฑ์จากนมอาจทำให้บางคนท้องอืดหรือถ่ายต่อในช่วงสั้นๆ จึงควรพักหากสังเกตว่าดื่มแล้วอาการชัดขึ้น ส่วนคำถามว่า ลําไส้อักเสบ ห้ามกินอะไร ให้หลีกเลี่ยงอาหารมันจัด เผ็ดจัด ดิบ และอาหารที่กระตุ้นอาการไปก่อน โดยไม่ตัดอาหารหลายกลุ่มจนได้รับพลังงานไม่พอ
ใช้ยาเมื่อท้องเสียอย่างไรไม่ให้เสี่ยง
ยาไม่ใช่ขั้นตอนแรกที่ทดแทนการชดเชยน้ำและเกลือแร่ ยาลดไข้ใช้เพื่อบรรเทาไข้หรือปวดเมื่อยได้อย่างระมัดระวัง ส่วนยาหยุดถ่ายและยาปฏิชีวนะต้องเลือกตามลักษณะอาการและสาเหตุ ไม่ควรซื้อใช้เองเพื่อให้หยุดถ่ายทันที
พาราเซตามอลอาจใช้ตามฉลากได้ในบางกรณี แต่ต้องระวังภาวะขาดน้ำ โรคตับ การได้รับยาซ้ำจากยาแก้หวัดหลายชนิด และการใช้เกินคำแนะนำ ยาหยุดถ่ายอาจไม่เหมาะเมื่อมีไข้สูง ถ่ายมีเลือดหรือมูกมาก หรือสงสัยการติดเชื้อบางชนิด เพราะการชะลอการเคลื่อนไหวของลำไส้อาจทำให้เชื้อหรือสารพิษค้างนานขึ้น หากกำลังพิจารณา ยาแก้ท้องเสียเด็ก ไม่ควรใช้ยาของผู้ใหญ่หรือคำนวณขนาดยาเอง
ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง เพราะท้องเสียจำนวนหนึ่งเกิดจากไวรัสหรืออาหารและสารระคายเคืองที่ไม่ตอบสนองต่อยา การใช้ไม่ตรงเชื้ออาจทำให้เกิดผลข้างเคียงและเพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา แพทย์จะพิจารณาจากอาการ ระยะเวลาที่เป็น ประวัติการเดินทาง โรคประจำตัว และความเสี่ยงของการติดเชื้อก่อนสั่งยา
ผลิตภัณฑ์เสริมจุลินทรีย์อาจช่วยได้ในบางสถานการณ์และบางสายพันธุ์ แต่ผลไม่เหมือนกันทุกผลิตภัณฑ์ จึงไม่ควรใช้แทน ORS หรือเลื่อนการพบแพทย์เมื่ออาการรุนแรง ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือมีโรคประจำตัวซับซ้อนควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้
สัญญาณอันตรายที่ควรพบแพทย์

ไปพบแพทย์ทันทีเมื่อท้องเสียร่วมกับอาการขาดน้ำมาก ไข้สูง ปวดท้องรุนแรง อาเจียนจนดื่มไม่ได้ หรือมีเลือดปนในอุจจาระ ไม่ควรรอดูอาการเองหากอ่อนเพลียจนยืนไม่ไหว สับสน หมดสติ หรือปัสสาวะน้อยมาก เพราะอาจต้องได้รับสารน้ำและประเมินภาวะแทรกซ้อนอย่างเร่งด่วน
ใช้รายการต่อไปนี้ตัดสินใจว่าควรไปโรงพยาบาลเมื่อใด และเตรียมข้อมูลให้แพทย์ประเมินได้รวดเร็วขึ้น
- ไปห้องฉุกเฉินเมื่อมีอาการกระหายน้ำมาก ปากและลิ้นแห้ง ตาลึก ชีพจรเร็ว มือเท้าเย็น เวียนศีรษะจนยืนไม่ไหว ซึม สับสน หรือแทบไม่มีปัสสาวะ อาการเหล่านี้เข้าข่ายภาวะขาดน้ำมาก โดยเฉพาะเมื่อยังถ่ายเหลวเป็นน้ำต่อเนื่อง
- วัดอุณหภูมิและพบแพทย์เมื่อไข้สูงถึง 39 C ขึ้นไป หรือมีไข้ร่วมกับหนาวสั่น ซึมลง ปวดศีรษะรุนแรง หรือคอแข็ง ส่วนทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนที่มีไข้ต้องรับการประเมินทันที
- สังเกตตำแหน่งและลักษณะอาการปวด หากปวดท้องรุนแรง ปวดต่อเนื่อง ท้องแข็ง กดเจ็บมาก หรือเจ็บชัดเจนเฉพาะจุด ให้ไปตรวจโดยเร็ว เพราะอาการอาจไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อทางเดินอาหารธรรมดา
- ประเมินว่าดื่มน้ำได้จริงหรือไม่ หากอาเจียนทุกครั้งที่จิบ ดื่มสารละลายเกลือแร่ ORS ไม่ได้ หรืออาเจียนเป็นเลือด ควรพบแพทย์แทนการพยายามดูแลต่อที่บ้าน
- ตรวจอุจจาระทุกครั้งและไปพบแพทย์เมื่อมีเลือดสด สีดำคล้ายยางมะตอย มูกหนอง หรือสีซีดผิดปกติ อาการท้องเสียเป็นน้ำเหม็นคาวเพียงอย่างเดียวไม่สามารถระบุเชื้อหรือความรุนแรงได้ แต่กลิ่นผิดปกติร่วมกับไข้ ปวดท้อง หรืออ่อนเพลียมากต้องได้รับการประเมิน
- ติดตามระยะเวลาและนัดตรวจเมื่อผู้ใหญ่มีอาการเกิน 2 วันโดยไม่ดีขึ้น หรือเด็กยังท้องร่วงเกิน 24 ชั่วโมง ท้องเสียที่กลับเป็นซ้ำหรือนานหลายวันอาจเกี่ยวข้องกับแบคทีเรีย ปรสิต ลำไส้อักเสบ ผลจากยา หรือโรคอื่นที่ต้องตรวจหาสาเหตุ
- พากลุ่มเสี่ยงไปปรึกษาแพทย์เร็วกว่าคนทั่วไป ได้แก่ ทารก เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ หรือเบาหวาน รวมถึงผู้ที่เพิ่งใช้ยาปฏิชีวนะ เพิ่งนอนโรงพยาบาล หรือเดินทางไปพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ออาหารและน้ำปนเปื้อน
- เตรียมแจ้งเวลาเริ่มป่วย จำนวนครั้งที่ถ่าย ลักษณะและสีของอุจจาระ ไข้ อาเจียน ปริมาณปัสสาวะ อาหารที่กินร่วมกับผู้อื่น การเดินทางล่าสุด โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และรายชื่อคนใกล้ชิดที่มีอาการคล้ายกัน หากทำได้ให้ถ่ายภาพอุจจาระผิดปกติไว้แทนการนำตัวอย่างไปเอง
- นำฉลากยา อาหารเสริม หรือยาปฏิชีวนะที่เพิ่งใช้ไปด้วย และหลีกเลี่ยงการซื้อยาหยุดถ่ายหรือยาฆ่าเชื้อเพิ่มก่อนแพทย์ประเมิน โดยเฉพาะเมื่อมีไข้สูงหรือถ่ายเป็นเลือด
แพทย์อาจตรวจชีพจร ความดัน อุณหภูมิ ระดับความรู้สึกตัว ความชุ่มชื้นของเยื่อบุ และกดตรวจหน้าท้อง หากสงสัยขาดน้ำรุนแรง อาหารเป็นพิษ การระบาด หรือการติดเชื้อเฉพาะ อาจตรวจเลือดเพื่อดูเกลือแร่และการทำงานของไต หรือตรวจอุจจาระหาเลือด เชื้อแบคทีเรีย หรือปรสิต การตรวจไม่ได้จำเป็นกับผู้ป่วยทุกราย แต่เลือกตามความรุนแรง ระยะเวลาป่วย และปัจจัยเสี่ยง
ลดโอกาสท้องเสียซ้ำในชีวิตประจำวัน
ล้างมือให้ถูกวิธี ใช้น้ำสะอาด และป้องกันอาหารดิบสัมผัสอาหารสุก เพื่อลดทั้งโอกาสรับเชื้อและการแพร่เชื้อให้คนในบ้าน อาหารที่ปรุงแล้วต้องกินทันทีหรือเก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่ควรวางทิ้งไว้บนโต๊ะเป็นเวลานาน
ทำตามเช็กลิสต์นี้ทุกวัน โดยเพิ่มความเข้มงวดเมื่อมีคนในบ้านป่วยจากการติดเชื้อทางเดินอาหาร
- ล้างมือด้วยสบู่และน้ำไหลก่อนทำอาหาร ก่อนกินอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ หลังเปลี่ยนผ้าอ้อม และหลังสัมผัสอุจจาระหรืออาเจียน
- แยกเขียง มีด ภาชนะ และพื้นที่เตรียมเนื้อดิบออกจากอาหารสุก ผัก และผลไม้ที่พร้อมกิน เพื่อลดการปนเปื้อนข้าม
- ปรุงเนื้อ ไข่ และอาหารทะเลให้สุกทั่วถึง ไม่ชิมอาหารที่ยังดิบ และอุ่นอาหารเหลือให้ร้อนทั่วทั้งชิ้นก่อนกิน
- เลือกใช้น้ำดื่มและน้ำแข็งจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หากไม่มั่นใจคุณภาพน้ำให้ต้มจนเดือดก่อนดื่มหรือใช้เตรียมอาหาร
- เก็บอาหารเย็นในตู้เย็นที่อุณหภูมิไม่เกิน 5 C และรักษาอาหารร้อนไว้ที่ 60 C ขึ้นไป แบ่งอาหารหม้อใหญ่ใส่ภาชนะตื้นเพื่อให้เย็นเร็ว และทิ้งอาหารที่มีกลิ่น สี หรือสภาพผิดปกติ
- ทำความสะอาดโถสุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำ ลูกบิดประตู และพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย พร้อมแยกผ้าเช็ดมือของผู้ป่วยเพื่อลดการแพร่ไวรัสหรือแบคทีเรียในบ้าน
- หลีกเลี่ยงการทำอาหารให้ผู้อื่นระหว่างที่ยังท้องเสีย และรออย่างน้อย 48 ชั่วโมงหลังหยุดถ่ายก่อนกลับมาเตรียมอาหาร โดยเฉพาะอาหารสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ
คำถามที่พบบ่อย
ท้องเสียทำไงให้หายเร็ว
การชดเชยน้ำและเกลือแร่ตั้งแต่เริ่มมีอาการเป็นวิธีสำคัญที่สุดที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ปลอดภัย ควรจิบ ORS ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง พักผ่อน และกินอาหารปรุงสุกย่อยง่ายตามที่รับไหว ไม่ควรใช้ยาหยุดถ่ายเองหากมีไข้สูง ปวดท้องมาก หรือมีเลือดปน
ท้องเสียนานสุดกี่วัน
ระยะเวลาของท้องเสียขึ้นอยู่กับสาเหตุและสุขภาพของแต่ละคน โดยอาการจากสาเหตุที่ไม่รุนแรงมักค่อยๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน หากอาการไม่ดีขึ้น ถ่ายมากขึ้น ดื่มน้ำไม่ไหว หรือเริ่มมีอาการขาดน้ำ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุและการรักษาที่เหมาะสม
ท้องเสียกินยาลดไข้ได้ไหม
สามารถใช้ยาลดไข้บางชนิดได้เมื่อมีไข้หรือปวดเมื่อย แต่ควรอ่านฉลากและใช้ตามคำแนะนำของเภสัชกรหรือแพทย์ ยาลดไข้ไม่ได้รักษาสาเหตุของท้องเสีย และผู้ที่มีโรคประจำตัว กำลังตั้งครรภ์ หรือใช้ยาหลายชนิดควรขอคำแนะนำก่อนใช้ยา
ท้องเสียมีกี่ระดับ
ท้องเสียไม่ได้มีระดับความรุนแรงที่ตัดสินจากจำนวนครั้งเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาจากภาวะขาดน้ำ อาการทั่วร่างกาย ความรุนแรงของปวดท้อง ไข้ อาเจียน และโรคประจำตัวร่วมด้วย หากมีอาการซึม ปากแห้งมาก ปัสสาวะน้อย ดื่มน้ำไม่ได้ หรือถ่ายเป็นเลือด ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว
เจาะลึกแต่ละหัวข้อในเรื่องนี้
แต่ละหัวข้อย่อยมีบทความเฉพาะของตัวเอง — กดเข้าไปอ่านเพื่อภาพที่สมบูรณ์ขึ้น
- ลำไส้อักเสบ กี่วันหาย ระยะฟื้นตัวตามสาเหตุ
- ลำไส้อักเสบ ห้ามกินอะไร เลือกอาหารลดการระคายเคือง
- ท้องเสียกินอะไรดี เลือกเมนูอย่างไรให้ลำไส้ค่อยๆ ฟื้น
- วิธีแก้ท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำ ชดเชยน้ำอย่างไรให้ปลอดภัย
- ท้องเสียกินน้ำมะพร้าวได้ไหม รู้ข้อดีและข้อควรระวัง
- ยาแก้ท้องเสียเด็ก เลือกอย่างไรให้ปลอดภัยและไม่ให้ยาผิด




